วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คำศัพท์โทรคมนาคม
Broadband : บรอดแบนด์
เป็น คำที่ใช้กันอย่างกว้าง ความหมายจึงแตกต่างกันไปตามบริบทที่ใช้ ทุกวันนี้จัดเป็นศัพท์ทางการตลาดมากกว่าศัพท์เทคนิค หมายถึงโทรคมนาคมที่มีแถบความถี่กว้างไว้ส่งข้อมูล สามารถให้บริการต่าง ๆ ผ่านบรอดแบนด์ในลักษณะเดียวกับทางด่วนที่ยิ่งมีมากเลน รถยิ่งขึ้นไปวิ่งได้มากคันขึ้น เป็นวิธีการส่งสัญญานที่อาศัยความถี่จำนวนมากซึ่งแบ่งออกเป็นช่องสัญญา นต่าง ๆ ยิ่งแบนด์วิดท์ (ความกว้างแถบความถี่) กว้างเท่าไหร่ สมรรถนะในการรับส่งข้อมูลยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เช่น สายอากาศทีวีธรรมดาอาจรับสัญญานได้เพียงบางช่องเท่านั้น แต่สายอากาศ ’บรอดแบนด์’ จะรับได้หลายช่องกว่า บ้างก็หมายถึงวงจรที่เร็วกว่าการเรียกสายหรือการต่อเลขหมายโทรศัพท์ เป็นวงจร’เคเบิลโมเด็ม’จากผู้ให้บริการเคเบิลทีวี หรือวงจรดีเอสแอล (สายผู้เช่าดิจิทัล) จากผู้ให้บริการในพื้นที่ พูดง่าย ๆ คือ เป็นอะไรก็ได้ที่ “เร็ว”

Brownfield – คำตรงข้ามของคำว่า ‘green field’ หมายถึง ข้าวของทุกอย่าง (อาทิ อุปกรณ์ สถาปัตยกรรมโครงข่าย วิธีดำเนินการ ) ในโครงการด้านโครงข่ายโทรคมนาคม (ดูศัพท์ Greenfield และ Legacy)

Cell phone – เป็นศัพท์ที่คนอังกฤษนิยมใช้ หมายถึง โทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งที่เป็นแบบมือถือและติดตั้งประจำรถ

Celliquette – มรรยาททางสังคมที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือพึงยึดถือปฏิบัติ เช่น ไม่เปิดเครื่องโทรศัพท์ในโรงภาพยนตร์ หรือในที่ประชุมสัมมนา ไม่คุยโทรศัพท์เสียงดังเวลามีผู้คน(ที่ไม่ใช่ ’กากีนั๊ง’ หรือคนกันเอง)อยู่ด้วย เพราะจะเป็นการรบกวนผู้อื่น
Common Carrier: ผู้ร่วมให้บริการโทรคมนาคม
ในแวดวงโทรคมนาคม ศัพท์คำนี้ใช้หมายถึงบริษัทโทรศัพท์หรือบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์

Digital divide – ศัพท์บัญญัติใน ‘ศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน’ ใช้ว่า ‘ความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล’ มาจากแนวคิดที่ว่า คนจนเสียเปรียบคนรวยมาก เพราะฝ่ายหลังสามารถเข้าถึง’แก้วแหวนเงินทอง’แห่งยุคดิจิตอล ประธานาธิบดีบิล คลินตันเคยใช้คำว่า ‘digital divide’ ชี้ว่า มี’ความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล’ระหว่างครอบครัวที่ยากจนกับครอบครัวที่ร่ำรวย เมื่อกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในสหรัฐครอบครัวที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 75,000 ดอลลาร์มีโอกาสที่จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากกว่าครอบครัวคนจน 20 เท่า เวลาพูดถึง ‘ความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล’ มักจะมองความแตกต่างในแง่ของจำนวนโทรศัพท์ จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต หรือจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อหัวในประเทศจนและประเทศรวย

End user: ผู้ใช้ขั้นปลาย, ผู้ใช้บริการโทรคมนาคมปลายทาง
หมาย ถึง บุคคล องค์กร บริษัท หน่วยงานรัฐบาล หรือ หน่วยงานนอกเหนือจาก IXC (Interexchange Carrier) ที่ใช้บริการระหว่างรัฐ (interstate service) โดยไม่ได้นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง สมัยก่อนหมายถึงผู้ที่โทรออกหรือรับสายเข้า แต่การแพร่กระจายของเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดความเห็นไม่ลงรอยกันว่า การส่งสัญญานโทรคมนาคมเริ่มต้นและสิ้นสุดลงตรงไหน

Greenfield – หรือเขียนแยกเป็น ‘green field’ ใช้หมายถึงอะไรที่ใหม่ หรือข้าวของที่นำมาพัฒนาขึ้นใหม่ เป็นคำตรงข้ามของคำว่า ‘legacy’ (ดูศัพท์ Legacy) ‘greenfield telecom network’ จึงเป็นโครงข่ายโทรคมนาคมที่สร้างขึ้นใหม่โดยไม่ได้อาศัยอุปกรณ์หรือ สถาปัตยกรรมโครงข่ายดั้งเดิมใด ๆ คำ ๆ นี้มีที่ใช้กว้างขวางออกไปจนครอบคลุมแทบทุกด้านของการลุงทุนใหม่ ๆ เป็นต้นว่า greenfield company, greenfield evaluation, greenfield opportunities, ฯลฯ

Hot spot หรือ hotspot - ศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับราชบัณฑิตฯ แปลเป็นไทยว่า ‘จุดพร้อมโยง’ แต่ดูเหมือนตลาดจะใช้ทับศัพท์กันไปล่วงหน้าเสียแล้วเช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ คำ
Hot spot หมายถึง อาณาบริเวณที่เราสามารถเข้าถึงโครงข่ายไร้สาย 802.11b หรือ ‘Wifi’ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต สำหรับบ้านเรา Hot spot เชิงพาณิชย์จะครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 50-70 เมตร ท่านเพียงแต่หิ้วแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ หรือพีซี(คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล) สักเครื่องที่มีสมรรถนะด้านเทคโนโลยีไร้สายหรือมี ‘802.11 wireless card ’ติดมากับเครื่องด้วยไปอยู่ในเขตพื้นที่ใช้งาน ก็สามารถจะท่องเน็ตได้ ส่วนจะเสียงกะตังค์หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะไปโผล่อยู่แถวไหน แล้วจะรู้ได้ไงล่ะว่า ตรงไหนเป็น Hot spot? คำตอบก็คือ เปิดพีซีดูสิว่าเครื่อง “เห็น” โครงข่ายไหม แล้วลองเปิด browser ดูว่าจะเข้าไปได้ไหม ทุกวันนี้ในเมืองใหญ่ทั่วโลกล้วนมี Hot spot กันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตามย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า ห้องรับรองในสนามบิน ห้องสมุด ค๊อฟฟี่ช็อป ฯลฯ ตัวอย่างที่คลาสสิกของ Hot spot ที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาบอกเล่ากันได้แก่ Bryan Park ในกรุงนิวยอร์ก พ่อค้าแม่ขายและร้านรวงต่าง ๆ บริเวณนั้นยอมลงทุนควักกระเป๋าจ่ายค่า ‘Hot spot ส่วนกลาง’ ร่วมกัน โดยหวังว่าบริการให้เปล่าอันนี้จะดึงดูดผู้คนเข้าไปเที่ยวในปาร์กมากขึ้น และแน่นอนว่านั่นหมายถึงเม็ดเงินที่จะถูกดูดจากกระเป๋า‘ว่าที่ลูกค้า’เหล่า นั้นจะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว!

ICT – ใช้ทับศัพท์ว่า ไอซีที
เป็น คำย่อของ ‘Information and Communication Technologies’ - เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นการผสานคอมพิวเตอร์และการสื่อสารเข้าด้วยกัน จัดเป็นวลีครอบจักรวาล ใช้หมายถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการรวบรวม เก็บรักษา ค้นคืน ประมวลผล วิเคราะห์และส่งผ่านข้อมูล บางนิยามหมายถึงแหล่งข้อมูลหรือทรัพยากรที่อิงระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งที่อยู่โดด ๆ โดยตัวมันเองหรือเชื่อมต่อถึงกันเป็นโครงข่าย โดยเป็นได้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ บ้างก็หมายถึงแทบทุกอย่างที่ใหม่และเกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่ การสื่อสารผ่านดาวเทียม และโทรทัศน์ดิจิตอลผ่านสายเคเบิลหรือเสาอากาศ ฯลฯ บางคำจำกัดความ หมายถึง’เครื่องมือดิจิตอล’ที่ใช้สำหรับการดำเนินธุรกิจและแนวปฏิบัติในทาง ธุรกิจ สำหรับบางที่โดยเฉพาะแถบยุโรปจะใช้หมายถึงสาขาคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ซึ่งมักจะพบเห็นในหน้าตาของคำว่า "information technology" (IT) มากกว่า เพราะไอที ก็หมายรวมถึงเทคโนโลยีทั้งสองประเภทนี่เอง ส่วนความพร้อมด้านไอซีทีนี้ กล่าวกันว่าเป็นเรื่องของระดับนโยบาย แวดวงวิชาการ และองค์การพัฒนาเอกชนหรือ’เอ็นจีโอ

Legacy - หมายถึงทุกอย่างที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ แฟ้มข้อมูลและงานเอกสาร ในพจนานุกรมส่วนใหญ่จะหมายถึงสิ่งที่ตกทอดมาจากอดีตหรือยุคก่อนหน้า เมื่อใช้กับอะไรก็จะมีนัยว่าสิ่งนั้นเรายังต้องอุ้มไว้แม้จะตกรุ่นหรือล้า สมัยไปแล้ว เนื่องจากการโละทิ้งจะยิ่งยุ่งยากหรือแพงกว่า มีแต่จะต้องใช้วิธีการปรับปรุงหรือยกเครื่องเอา เมื่อนำไปใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม เช่น legacy media, legacy bank จะหมายถึง วิธีการที่ใช้กันในสมัยที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต
Low Power FM Radio หรือ LPFM – เป็นวิทยุเอฟเอ็มกำลังส่งต่ำ มีขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 2000 เมื่อครั้งที่คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC)ของสหรัฐอเมริกา ออกใบอนุญาตประเภทใหม่ขึ้นสำหรับวิทยุเอฟเอ็มกำลังส่งต่ำที่ไม่ได้มีขึ้นใน เชิงพาณิชย์ Low Power FM Radio (LPFM) ก่อนหน้านั้น กำลังส่งที่ใช้กันจะสูงหลายพันวัตต์ (ราว 6,000 – 100,000 วัตต์) การจะมีสถานีวิทยุเอฟเอ็มสักแห่งหนึ่ง จึงต้องลงทุนอย่างน้อย 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สถานี LPFM จะถูกกว่ากันมาก เครื่องส่งและสายอากาศจะมีราคาเพียง 2,000-5,000 เหรียญสหรัฐ จุดมุ่งหมายคือให้บุคคลและองค์กรเล็ก ๆ ได้เป็นเจ้าของและดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงโดยไม่มุ่งแสวงกำไร และเปิดโอกาสให้กลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สื่อกระแสหลักได้มีเวทีสะท้อนความเห็นบ้าง นับว่าทำให้คนธรรมดาทั่วไปสามารถตั้งสถานีวิทยุได้ ทำนองเดียวกับที่ใคร ๆ ก็สร้างเว็บไซต์ของตัวเองได้ สถานีวิทยุเอฟเอ็มกำลังส่งต่ำนี้มีอยู่ 2 แบบคือ แบบกำลังส่ง 10 วัตต์ และแบบกำลังส่ง 100 วัตต์ คลื่นวิทยุนี้จะรับฟังได้ภายในรัศมีประมาณ 3-6 ก.ม. ต่อมา FCC ได้ออกกฎเกณฑ์คุ้มครองบริการวิทยุ LPFM ซึ่งทำให้รายการทางวิทยุสายพันธุ์นี้มีความหลากหลาย สะท้อนอัตตลักษณ์และสนองความต้องการของชุมชนได้มากขี้น

Nerd – เป็นคำแสลงที่เกิดขึ้นเมื่อทศวรรษที่ 1950 ใช้หมายถึงคนน่าเบื่อ ไร้เสน่ห์ ไม่น่าสนใจ เชย ในแวดวงไอที จะเป็นคำพ้องของ geek ในความหมายของคนที่อยู่แต่กับโลกคอมพิวเตอร์ ง่วนแต่เรื่องทางเทคนิค ตัวอย่างเช่น a computer nerd ทุกวันนี้ผู้ที่ถูกเรียกกันว่า nerd หรือบรรดา cybergeek ได้ประสบความสำเร็จกลายเป็น เศรษฐี หรือกระทั่งอภิมหาเศรษฐีกันไปหลายรายแล้ว จนเริ่มมีการพูดกันว่าน่าจะต้องให้คำนิยามคำ ๆ นี้กันเสียใหม่แล้ว

Netiquette – ศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ใช้ว่า “มารยาทเครือข่าย” หมายถึงกฎกติกามารยาทอันดีงามที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตพึงสังวรณ์และยึดถือ ปฏิบัติ ปรกติจะใช้กับ อีเมล์ mailing list และเครือข่ายผู้ใช้หรือ ”กลุ่มข่าวยูสเน็ต” (Usenet news group) ตัวอย่างเช่น เวลาเขียนอีเมล์ถึงใคร ควรหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์ หรือใช้ข้อความยั่วยุ‘กวนโอ๊ย’ ไม่ส่งข้อความที่ส่อไปในทำนองดูถูกดูแคลน ข่มขู่คุกคาม หรือทำร้ายจิตใจกัน อะไรที่เป็นเรื่อง ‘ส่วนตั๊วส่วนตัว’ ไม่อยากให้บุคคลที่ 3 ร่วมรับรู้ด้วย ก็อย่าเผลอคีย์ใส่ลงไป เพราะอีเมล์ของท่านอาจถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ เนื่องจากผู้รับสารทางอินเทอร์เน็ตไม่สามารถมองเห็นหน้าผู้ส่ง หรือได้ยินสุ้มเสียงอีกฝ่าย จึงควรใส่ใจระมัดระวังไม่ให้’หางเสียง’หรือความหมายที่ต้องการจะสื่อถึงผู้ รับสารผิดเพี้ยนไป เทคนิคที่ใช้กันแพร่หลายได้แก่ การใช้ เครื่องหมาย “smiley” ต่าง ๆ เช่น ที่ดูเหมือนหน้าคนกำลังยิ้ม J หรือพิมพ์ :-) ซึ่งใช้แสดงอารมณ์ขัน ชอบอกชอบใจ หรือการปลุกปลอบใจ, เครื่องหมาย :-( เหมือนเด็กปากแบะ ใช้แสดงความไม่พอใจ บ่งบอกว่าไม่เอาด้วยกับอีกฝ่าย และ ;-) ใช้บอกว่าเป็นเรื่องล้อเล่นกันหรือเป็นเรื่องโจ๊ก ฯลฯ

Netizen โดยรูปศัพท์มาจากคำว่า internet กับ citizen ศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ใช้ว่า “พลเมืองเครือข่าย” เรียก “พลเมืองอินเทอร์เน็ต” ก็ไม่น่าจะผิด หรือจะเป็นภาษาวัยโจ๋สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “ชาวเน็ต” ก็ไม่น่าผิดกติกาเช่นกัน

Network: โครงข่าย, เครือข่าย
การ เชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์มากกว่า 1 เครื่องขึ้นไปที่ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันและกันได้ โครงข่ายหรือเครือข่ายอาจรวมถึงอุปกรณ์สื่อสัญญาน เซอร์เวอร์ สายเคเบิ้ล อุปกรณ์จัดเส้นทาง (Router), และดาวเทียม โครงข่ายโทรศัพท์จึงหมายถึงระบบทั้งระบบที่ใช้ในการส่งข้อความทางโทรศัพท์

Number portability (NP) – สิทธิการคงเลขหมายเดิม หรือการใช้เลขหมายเดียวทุกระบบ
หมาย ถึงการที่ผู้ใช้บริการมีสิทธิจะเปลี่ยนย้ายบริการจากผู้ให้บริการรายหนึ่งไป ยังผู้ให้บริการอีกรายโดยยังคงใช้เลขหมายเดิม เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคที่ต้องทนใช้บริการโทรคมนาคมที่ไม่มีคุณภาพ เวลาเปลี่ยนเบอร์โทรฯ ที ก็แทบจะเป็นมนุษย์ล่องหนที่ใครตามตัวไม่ได้ ขณะที่หน่วยงานหรือบริษัทห้างร้านจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่เปลี่ยนหัวจดหมาย หรือที่อยู่หน้าซอง ฯลฯ สิทธิการคงเลขหมายเดิมนี้สามารถแบ่งออกเป็น 1) สิทธิในการเปลี่ยนผู้ให้บริการ 2) สิทธิในการเปลี่ยนประเภทบริการ และ 3) สิทธิในการเปลี่ยนสถานที่เข้าถึงบริการ สำหรับในบ้านเรา กทช. พยายามผลักดันนโยบายการใช้สิทธิคงเลขหมายเดิมเมื่อมีการย้ายโครงข่ายผู้ให้ บริการโทรคมนาคมมาตลอด คาดว่าจะคลอดออกมาภายในปีนี้ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการระดมความคิดเห็นสาธารณะ ขั้นแรกจะบังคับใช้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ก่อน แต่กว่าจะได้ใช้งานจริง คงต้องรอการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางซึ่งจะเก็บรักษาเลขหมายโทรศัพท์ทุกเลข หมาย รองรับระบบที่ผู้ให้บริการจะเชื่อมต่อเข้าไป หาก “เลขหมายเดียวทุกระบบ” ออกมาบังคับใช้ จะส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกันพัฒนาคุณภาพบริการเพื่อรักษาฐานกลุ่ม ลูกค้า และช่วยให้การใช้ทรัพยากรเลขหมายโทรคมนาคมเป็นไปอย่างคุ้มค่า

Open skies: แปลโดยอรรถหรือแปลตรงตามรูปคำว่า ‘เปิดฟ้า’ หมายถึง ‘เปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมด้านดาวเทียม’
ใช้ กับกรณีที่รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐอนุญาตให้มีการขายบริการโทรคมนาคมผ่านดาว เทียม ในสหรัฐอเมริกามีนโยบายเปิดให้มีบริการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียม (‘Open skies’ satellite policy) ใคร ๆ ก็สามารถยื่นขออนุญาตยิงดาวเทียมและประกอบกิจการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียม ซึ่งออกจะแน่นอนว่าจะได้รับอนุญาตกัน เมื่อกลางปี 1991 สหภาพยุโรปก็คิดจะ ‘เปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมด้านดาวเทียม’ เช่นกัน และเริ่มอนุญาตให้มีการซื้อและดำเนินธุรกิจ ‘สถานีภาคพื้นดินสำหรับรับสัญญานดาวเทียม’ ไปบ้างแล้วโดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายของภาครัฐ

Telecom: “โทรคม”
คำ ย่อของ “telecommunications” หรือ ”โทรคมนาคม” ในพากย์ไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างกว้างขวาง ถ้าเป็นคนอังกฤษจะมี s ห้อยท้าย (telecoms) ตามคำเต็ม น่าจะเรียกว่า “โทรคม”ตามรูปศัพท์เดิมได้เช่นกัน

Telecommunications: โทรคมนาคม
“โทร คมนาคม” หมายถึง การติดต่อสื่อสารที่สามารถทำได้ในระยะไกล โดยอาศัยการเชื่อมต่อด้วยสาย เช่น โครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน โครงข่ายโทรเลข และการเชื่อมต่อแบบไร้สาย เช่น โครงข่ายโทรศัพท์มือถือ โครงข่ายดาวเทียม การรับส่งสัญญานเป็นได้ทั้งสัญญานไฟฟ้าหรือสัญญานแสง มีทั้งที่ผ่านทางสายหรือใยแก้วนำแสง และผ่านแม่เหล็กไฟฟ้า (ผ่านอากาศ)

Telephony: การโทรศัพท์, บริษัทโทรศัพท์
หมาย ถึงเรื่องของการส่งสัญญานเสียงผ่านเครือข่ายสื่อสารด้านโทรคมนาคม รากศัพท์มากจากภาษากรีกซึ่งแปลว่า “เสียงจากที่ไกลโพ้น” ระยะไม่กี่ร้อยปีแรกที่เริ่มมีอุตสากรรมโทรศัพท์ คำ ๆ นี้ใช้ในความหมายของธุรกิจด้านกิจการโทรศัพท์ แต่ต่อมาบรรดาบริษัทโทรศัพท์กลับสมัครใจจะเรียกธุรกิจของตนว่า “โทรคมนาคม” มากกว่า เพราะเป็นอะไรที่ครอบคลุมมากกว่าเสียง มาในระยะต้น ๆ ของทศวรรษที่ 1990 เมื่อบริษัทคอมพิวเตอร์พาเหรดกันเข้าแจ้งเกิดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่าง คึกคัก คำว่า ‘Telephony’ จึงกลับมามีที่ใช้กันอีก บ้างก็หมายถึง การนำโทรศัพท์เข้าร่วมอยู่ในระบบเดียวกับสถานีงาน (workstation) อย่างไปรษณีย์เสียง (voicemail) กับแฟกซ์ที่ส่งเข้ามาก็ร่วมระบบกับอีเมล์ได้ เป็นต้น

Webhosting -- นิยมใช้ทับศัพท์ว่า เว็บโฮสติ้ง
เป็น บริการที่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตหรือไอเอสพี (Internet Service Provider - ISP) และ ผู้ให้บริการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือไอเอพี (Internet Access Provider - IAPs) มีไว้ให้บริษัทต่าง ๆ นำเว็บไซต์ของตนไปไว้ในคอมพิวเตอร์ของ ISP คอมพิวเตอร์เหล่านี้จะพ่วงกับลิงค์ต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไฮสปีดอินเทอร์เน็ตหรือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดย ISP จะคิดค่าบริการจากลูกค้าตามอุปกรณ์ที่ใช้และสมรรถนะในการรับส่งข้อมูล
วิกิพีเดียให้นิยามว่าเป็น”พื้นที่การใช้งานในอินเทอร์เน็ตสำหรับ เว็บไซต์ทั่วไป” โดย เปรียบลักษณะของโฮสติงว่าเหมือนกับฮาร์ดดิสก์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าพื้นที่การใช้งานของคอมพิวเตอร์มาก ก็จะเก็บไฟล์หรือข้อมูลต่าง ๆ ได้มาก

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ไดโอด

ไดโอดเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของวงจรอิเลคทรอนิคส์ทั่วไปในสมัยก่อนไดโอดมักจะเป็นแบบหลอดสูญญากาศ ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้สิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ ซึ่งทำด้วยสารกึ่งตัวนำได้เข้ามาแทนที่หลอดสูญญากาศ ไดโอดที่ทำมาจากสารกึ่งตัวนำมีสองขั้วและมีขนาดเล็กใช้งานได้ง่าย

สารกึ่งตัวนำชนิด P

สารกึ่งตัวนำชนิด P
ถ้าเราเติมสารที่มีวาเลนซ์อิเลคตรอน 3 ตัว เช่น โบรอน อลูมิเนียม แกลเลี่ยม ฯลฯ โครงสร้างของผลึกของสารกึ่งตัวนำที่ได้ จะมีโฮล เกิดขึ้นที่ทุก ๆ อะตอมของสารเจือปน ดังนั้นโฮลจึงมีจำนวนมากกว่าอิเลคตรอนอิสระที่มีอยู่ในเนื้อสาร และเราเรียกสารกึ่งตัวนำที่มีการโด๊ป แบบนี้ว่า สารกึ่วตัวนำชนิด P ( P-type semiconductor ) ในที่นี้ P มาจากคำว่า Positive ซึ่งหมายถึงโฮล
โฮล คือ ที่ว่างที่เกิดขึ้นที่บอนด์ระหว่างอะตอมของสารเจือปนกับอะตอมของซิลิกอน หรือ เยอรมันเนียม ถ้าอิเลคตรอนตัวที่อยู่ ข้างเคียงกับโฮลได้รับพลังงานเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อย ก็สามารถข้ามเข้ามาแทนที่ในโฮลเพื่อให้สภาวะของอะตอมอยุ่ในสภาพสมดุลย์ เราสมมุติให้โฮล มีค่าระดับพลังงานค่าหนึ่ง ที่อยู่ใกล้กับพลังงานในแถบวาเลนซ์ อิเลคตรอนที่อยู่ในบอนด์ซึ่งมีพลังงานอยู่ในแถบวาเลนด์ สามารถกระโดดข้ามมา ที่ระดับพลังงานของโฮลเพื่อเข้ามาแทนที่โฮลในบอนด์ได้ง่าย เราเรียกว่าค่าระดับพลังงานของโฮลนี้ว่า ระดับพลังงานผู้รับ

สารกึ่งตัวนำชนิด N

1.สารกึ่งตัวนำชนิด N
จากการเจือเอาอะตอมของแอนติโมนีเป็นสารเจือปนเข้าไปในผลึกซิลิคอนดู วาแลนส์อิเล็กตรอนของแอนติโมนีเป็นสารเจือปนดูอีกตัวอย่างหนึ่ง ธาตุนี้จะมีอิเล็กตรอน 51ตัวรวมเป็นครอบครัวใหญ่ โดยมีอิเล็กตรอนตามจำนวนในแต่ละชั้นเริ่มจากชั้นในสุดคือ K,L,M,Nส่วนชั้น S,Pของชั้น O ซึ่งอยู่นอกสุดและสามารถมีอิเล็กตรอนได้ 8ตัวนั้นจะมีอิเล็คตรอนอยู่เพียง 5 ตัว ยังขาดอีก 3 ตัว คราวนี้ลองเอาอะตอมของแอนติโมนีเป็นสารเจือปนผสมเข้าไปในผลึกซิลิคอนดู ชั้นนอกสุดของแอนติโมนีจะประกอบรวมเข้ากับชั้นนอกสุดของซิลิคอน ในชั้นนี้มีที่เพียง 8 ที่ ซึ่งจะได้อิเล็คตรอนจากซิลิคอน 4 ตัว และจากอะตอมของแอนติโมนีอีก 5 ตัวจึงมีอิเล็กตรอนเกินมา 1 ตัว อิเล็กตรอนของแอนติโมนีจึงไม่มีที่อยู่อีก 1 ตัว จึงเกิดสภาพที่จะต้องอยู่เฉยๆ ไม่สามารถยึดเกาะกับใครได้ อิเล็กตรอนที่เกินมา 1 ตัวนี้ก็อยากจะกระโดดออกไปที่อื่น เราจึงเรียกสารกึ่งตัวนำที่มีอิเล็กตรอนที่เคลื่อนไหวอิสระเช่นนี้ว่า สารกึ่งตัวนำชนิด N Nนี้คือ Negative ซึ่งหมายถึง ประจุลบของอิเล็กตรอนนั่นเอง
โดเนอร์ (donor) เป็นสารเจือปนที่ใช้ในการทำสารกึ่งตัวนำชนิด N ดังเช่นในกรณีนี้ก็คือแอนติโมนี เราเรียกว่า โดเนอร์ ซึ่งแปลว่าผู้ให้ นอกจากแอนติโมนีก็มีการใช้อะตอมของฟอสฟอรัส (P) หรือ อาร์เซนิก (As) หรืออื่นๆ ซึ่งมีอิเล็กตรอนของชั้นนอกสุด 5 ตัว
ส่วนสารเจือปนที่ใช้ในการทำสารกึ่งตัวนำชนิด P เรียกว่าแอกเซ็ปเตอร์ หรือผู้รับ ซึ่งนอกจาก In แล้วก็มีการใช้อะตอมของ โบรอน (B) แกลเลียม(Ga) และอะตอมอื่นๆ ที่โครงสร้างของอะตอมมีอิเล็กตรอนที่ชั้นนอกสุด 3 ตัว

โครงสร้างพื้นฐานของอะตอม

1. โครงสร้างพื้นฐานของอะตอม สสารต่างๆ ที่เราพบอยู่ทั่วไปนั้น ถ้าพิจารณาลงไปถึงส่วนประกอบขนาดเล็กที่ประกอบกันเป็นสสารนั้นแล้ว จะพบว่าประกอบด้วยโมเลกุล ซึ่งโมเลกุลเป็นส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของสารและยังแสดงสมบัติของธาตุนั้นอยู่ได้ ในแต่โมเลกุลจะประกอบด้วยส่วนที่เล็กลงไปอีกเรียกว่าอะตอม จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ทำให้ทราบว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสที่อยู่เป็นแกนกลางของอะตอม และมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียสนั้น ภายในนิวเคลียสยังประกอบไปด้วยอนุภาคของโปรตรอนและนิวตรอนอยู่รวมกัน อิเล็กตรอนที่โคจรอยู่รอบนิวเคลียสนั้นเป็นลบ ส่วนโปรตรอนมีประจุเป็นบวก นิวตรอนที่อยู่ในนิวเคลียสมีประจุเป็นกลางทางไฟฟ้า โดยปกติแล้วอะตอมของธาตุต่างๆ จะเป็นกลางทางไฟฟ้า ในธาตุเดียวกันอะตอมของธาตุนั้นจะมีจำนวนโปรตรอนและอิเล็กตรอนเท่ากัน

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ฟิลด์เอฟเฟคทรานซิสเตอร์ (Field Effect Transistor)

ฟิลด์เอฟเฟคทรานซิสเตอร์ หรือ เฟท เป็นทรานซิสเตอร์ชนิดพิเศษที่ทำงานแบบยูนิโพลาร์ (Uni-polar) ซึ่งต่างจากทรานซิสเตอร์ธรรมดาที่เป็นอุปกรณ์ไบโพลาร์ (Bi-polar) กระแสที่เกิดขึ้นของทรานซิสเตอร์ธรรมดาได้มาจากการทำงานโดยการแลกเปลี่ยนระหว่างโฮลกับอิเล็กตรอน ส่วนเฟททำงานโดยให้กระแสไหลทางเดียวเท่านั้นเอง เราจึงเรียกว่าเฟทเป็น อุปกรณ์ยูนิโพลาร์
ฟิลด์เอฟเฟคทรานซิสเตอร์เป็นที่นิยมแพร่หลายกันในปัจจุบันเนื่องจากว่าเฟทมีคุณสมบัติคล้ายกับหลอดสุญญากาศ คือ ทำงานโดยจะใช้แรงเคลื่อนไฟฟ้าทางอินพุทไปควบคุมกระแสทางด้านเอาท์พุท ผิดกับทรานซิสเตอร์ธรรมดาที่ใช้กระแสควบคุมกระแส ดังนั้นทรานซิสเตอร์จึงมีอินพุทอิมพีแดนซ์อยู่ในระดับกลางเท่านั้น ในขณะที่เฟทมีอินพุทอิมพีแดนซ์สูงมากทำให้มีข้อดีต่อวงจรขยายเสียงเป็นอย่างมาก วงจรขยายเสียงในปัจจุบันถ้าต้องการคุณภาพจึงหันมาเลือกใช้เฟท (FET)
การทำงานของ ฟิลด์เอฟเฟคทรานซิสเตอร์หรือเฟท อาศัยหลักการเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟ้า (Field) โดยใช้แรงเคลื่อนสนามไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยเป็นตัวควบคุม สิ่งนี้เองที่ทำให้สิ่งประดิษฐ์สารกึ่งตัวนำชนิดนี้ถูกเรียกว่า “ฟิลด์เอฟเฟคทรานซิสเตอร์”
ฟิลด์เอฟเฟคทรานซิสเตอร์หรือเฟท สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ
1. เจเฟท (J-FET) เป็นทรานซิสเตอร์ที่ประกอบมาจากหัวต่อ P-N การทำงานของเฟทชนิดนี้จะใช้หลักการพองตัวของสนามไฟฟ้าในรูปของดีพลีชั่นตรงช่วงรอยต่อ พี-เอ็น
2. มอสเฟท (MOS-FET) เป็นเฟทที่มีโครงสร้างแตกต่างไปจากเจเฟท เพราะที่ขาเกตจะมีฉนวนกั้น การทำงานจะใช้การเหนี่ยวนำของสนามไฟฟ้าแทนที่จะใช้การพองตัวของดีพลีชั่นโดยตรง

1. โครงสร้างทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าชนิดรอยต่อเจเฟต
เจเฟต (Junction Field Effect Transistor) เมื่อพิจารณาคามโครงสร้างดังรูปที่ 1 จะพบว่าเจเฟตมี 2 ชนิด คือ เจเฟตชนิดเอ็นแชนแนล ดังรูปที่1 ก. และชนิด พีแชนแนล ดังรูปที่ 1 ข. เจเฟตนั้นมีขาต่อใช้งาน 3 ขา คือ ขาเดรน (D) ขาเกต (G) และขาซอร์ส (S) เจเฟตชนิดเอ็นแชนแนลชิ้นสารชนิดเอ็นจะเป็นขาเดรนและขาซอร์ส สำหรับขาเกตจะเป็นชิ้นสารชนิดพี ดังรูปที่1 ก. ส่วนเจเฟตชนิดพีแชนแนลนั้น ขาเดรนและขาซอร์สจะเป็นชิ้นสารชนิดพี สำหรับขาเกตจะเป็นชิ้นสารชนิดเอ็น ดังรูปที่1 ข.



รูปที่ 1 แสดงโครงสร้างเจเฟตชนิดเอ็นแชนแนลและชนิดพีแชนแนล


2. การจัดไบอัสให้เจเฟต
เมื่อป้อนแรงดันไบอัสที่ขาเดรนและขาซอร์สโดยแหล่งจ่าย VDD ให้ขั้วบวกกับขาเดรน (D) และขั้วลบกับขาซอร์ส (S) ส่วนขาเกต (G) กับขาซอร์ส (S) จะให้ไบอัสกลับซึ่งเจเฟตชนิดเอ็นแชนแนล ขาเกตเป็นสารกึ่งตัวนำชนิดพี (P-Type) ดังนั้นแรงดันไบอัสที่ขาเกต VGG ต้องให้ไฟลบกับขาเกตและไฟบวกกับขาซอร์สดังรูปที่ 2
รูปที่ 2 แสดงการไบอัสเจเฟตชนิดเอ็นแชนแนล

เมื่อให้ไบอัสกลับที่ขาเกตเมื่อเทียบกับขาซอร์ส (VGS) จะเกิดสนามไฟฟ้าที่รอยต่อพี – เอ็น ทั้งสองด้านขึ้นทำให้ช่องทางเดินของกระแสในสารเอ็น (เนื้อสารส่วนใหญ่) ระหว่างขาเดรนกับขาซอร์สแคบลง กระแสเดรน (ID) จะไหลจากขาเดรนไปสู่ขาซอร์สได้จำนวนหนึ่ง
ถ้าปรับค่าแรงดันระหว่างขาเกตกับขาซอร์ส (VGS) ให้มีค่าไบอัสกลับน้อยลงจะทำให้ช่องทางเดินของกระแสระหว่างขาเดรนกับขาซอร์สมีขนาดกว้างขึ้น ทำให้กระแสเดรนไหลได้สะดวกและมากขึ้น จากสภาวะดังกล่าวทำให้สามารถควบคุมปริมาณกระแสเดรน (ID) จะไหลผ่านเจเฟตได้ โดยการควบคุมแรงดันไบอัสกลับที่ขาเกตกับขาซอร์สของเจเฟต

3. สัญลักษณ์ของเจเฟต
สัญลักษณ์ของเจเฟตชนิดเอ็นแชนแนลนั้น หัวลูกศรที่ขาเกตจะชี้เข้า แต่ชนิดพีแชนแนล หัวลูกศรที่ขาเกตจะชี้ออก แสดงในรูปที่ 3


รูปที่ 3 แสดงสัญลักษณ์ของเจเฟตชนิด N-Channel และ P-Channel


4. ลักษณะสมบัติของเจเฟต
ลักษณะสมบัติของเจเฟตให้พิจารณาในรูปที่ 4 เมื่อเจเฟตเป็น N-Channel โดยให้ขา D มีศักย์สูงกว่าขา S และสำหรับเจเฟตชนิด P-Channel ให้ขา D มีศักย์ต่ำกว่าขา S เมื่อขา G-S ให้ไบอัสกลับทำให้เกิดสนามไฟฟ้าขึ้นที่ช่อง (Channel) เป็นผลให้ความนำไฟฟ้าระหว่างขา D กับ S ลดลง กระแสเดรน ID ก็มีค่าลดลง ถ้าไบอัสกลับที่ขา G-S มากขึ้นจนกระทั่งกระแสเดรนเท่ากับศูนย์พอดีค่าแรงดันไบอัสกลับนี้เรียกว่า “Pinch Off Voltage” (VP) หรือ VGS(Off) และถ้าให้แรงดันที่ขา G-S ของเจเฟตให้มีค่า 0 โวลต์ (VGS = 0 V) จะมีกระแสไหลผ่านเจเฟตคงที่ค่าหนึ่งเรียกว่ากระแส IDSS ดังรูปที่ 4



รูปที่ 4 กราฟลักษณะสมบัติการโอนย้ายและลักษณะสมบัติด้านเดรนของเจเฟตชนิด N-Channel

ในการห่าค่ากระแสเดรน ID ย่านทำงานหรือย่านแอคทีฟ เมื่อแรงดันระหว่างเดรนกับซอร์ส VDS คงที่ในแต่ละค่าที่พิจารณาหาได้จาก

IDSS = กระแสอิ่มตัวระหว่างเดรนกับซอร์ส เมื่อ VGS = 0
VGS = แรงดันระหว่างเกตกับซอร์ส
VP = แรงดันพินออฟหรือแรงดันระหว่างเกตกับซอร์ส (VGS (Off)) ที่ทำให้ ID = 0

ลักษณะสมบัติอีกอย่างหนึ่งเมื่อ VGS คงที่ เพิ่มค่าแรงดัน VDS ขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้กระแสเดรนเพิ่มขึ้น ซึ่งลักษณะสมบัตินี้ เจเฟตจะเหมือนกับตัวต้านทานคงที่ตัวหนึ่ง การทำงานในย่านนี้เรียกว่า “ย่านโอห์มมิก” แต่ถ้าเพิ่มค่าแรงดัน VDS ขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดๆ หนึ่ง กระแสเดรน (ID) จะไม่เพิ่มอีกหรือมีค่าคงที่ นั่นคือเจเฟตทำงานอยู่ในย่านอิ่มตัวค่าแรงดัน VDS นี้เรียกว่า VDS (Sat) สามารถหาได้จาก



5. เฟตชนิดออกไซด์ของโลหะ (มอสเฟต)
มอสเฟตแตกต่างจากเจเฟตที่โครงสร้างภายในเจเฟตนั้น ระหว่างเกตกับช่องทางเดินกระแสมีโครงสร้างเป็นรอยต่อพี-เอ็นแต่มอสเฟตนั้นระหว่างเกตกับช่องทางเดินกระแสมีโครงสร้างเป็นชั้นของซิลิกอนไดออกไซด์ มอสเฟตมี 2 ชนิดคือ มอสเฟตดีพลีชั่นและมอสเฟตเอ็นฮานซ์เมนต์

6.มอสเฟตชนิดดีพลีชั่น
โครงสร้างพื้นฐานของดีมอสเฟตแสดงดังรูปที่ 5 ถ้าเป็นชนิดเอ็นแชนแนลช่องทางเดินกระแสระหว่างเดรนและซอร์สจะเป็นสารกึ่งตัวนำชนิดเอ็นและมีวัสดุรองฐานเป็นสารกึ่งตัวนำชนิดตรงข้าม ดังรูปที่ 5 ก. สำหรับดีมอสเฟตชนิดพีแชนแนล จะมีช่องทางเดินกระแสระหว่างเดรนและซอร์สเป็นสารชนิดพีและมีวัสดุรองเป็นสารชนิดเอ็น ดังรูปที่ 5 ข. และมีเกตติดอยู่ระหว่างช่องทางเดินกระแสโดยมีซิลิกอนไดออกไซด์เป็นฉนวนกั้นระหว่างเกตกับช่องทางเดินกระแส
เนื่องจากดีมอสเฟตทำงานได้ใน 2 ลักษณะคือ ดีพลีชั่นโหมดด้วยการควบคุมกระแสเดรนด้วยแรงดันเกตที่เป็นลบและเอ็นฮานซ์เมนต์โหมด โดยการใช้แรงดันเกตที่เป็นบวกควบคุมการไหลของกระแสเดรน


ก. ข.
รูปที่ 5 แสดงโครงสร้างพื้นฐานของดีมอสเฟต


7. เอนฮานซ์เมนต์โหมด
คือการไบอัสเกตของดีมอสเฟตด้วยแรงดันบวก ดังรูปที่ 6 ก. จะเห็นว่าเกตของดีมอสเฟตจะได้รับประจุบวกจากแหล่งจ่าย VGG ทำให้ในแชนแนลของดีมอสเฟตเป็นประจุลบ ทำให้ช่องทางเดินกระแสระหว่างแดรนกับซอร์สไม่มีประจุชนิดตรงกันข้ามกับแชนแนลคอยบีบแชนแนลให้แคบลงทำให้กระแสเดรนไหลได้น้อยลง เพราะประจุลบในแขนแนลมีค่าลดลงเป็นศูนย์ สัญลักษณ์ของดีมอสเฟตทั้งชนิดเอ็นแชนแนลและชนิดพีแชนแนลดังรูปที่ 6

ก. ข.
รูปที่ 6 แสดงสัญลักษณ์ของดีมอสเฟต N-Channel และ P-Channel


8. คุณลักษณะการถ่ายโอนของดีมอสเฟต
กราฟคุณลักษณะการถ่ายโอนของดีมอสเฟตชนิดเอ็นแชนแนลและพีแชนแนล แสดงดังรูปที่ 7 ก.,ข. ตามลำดับที่จุด VGS = 0 V ของกราฟจะได้ค่าของ ID = IDSS และเมื่อ ID = 0 V จะได้ค่า VGS (Off) จะเป็นกรณีเอ็นแชนแนล, VGS (Off) = -VGS และกรณีพีแชนแนล , VGS (Off) = + VGS ดังรูปที่ 7
ก. ข.
รูปที่ 7 แสดงกราฟคุณลักษณะการถ่ายโอนของดีมอสเฟตทั้งสองชนิด


9. การวัดและทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมิเตอร์
การตรวจสอบเจเฟตว่าดีหรือเสียด้วยใช้โอห์มมิเตอร์ กรณีที่รู้ตำแหน่งขาแล้วให้ตั้งตำแหน่งการวัดไปที่สเกล R x 10 เนื่องจากที่เกตและซอร์สและเกตกับเดรนเป็นรอยต่อพี-เอ็นเหมือนไดโอด ดังนั้นถ้าวัดค่าความต้านทานที่เกตกับซอร์ส หรือเกตกับเดรนครั้งหนึ่งแล้วกลับขั้วมิเตอร์ วัดที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งจะได้ค่าความต้านทานต่ำหนึ่งค่า กับค่าความต้านทานสูงหนึ่งค่า ถ้าวัดระหว่างซอร์สกับเดรนแล้วกลับขั้ววัดใหม่ อีกครั้งจะได้ค่าความต้านทานเท่ากันทั้งสองครั้ง ถ้าวัดได้ตามนี้แสดงว่าเจเฟตยังใช้งานได้
ในกรณีที่ไม่รู้ขาของเฟตและต้องการวัดหาขาของเฟตโดยไม่เปิดคู่มือโดยวิธี การวัดขาเป็นคู่ๆ ( โดยใส่สเกล R x 10 เหมือน ) พร้อมทั้งกลับขั้วของมิเตอร์ ถ้าคู่ใดกลับขั้วแล้ววัดได้ค่าความต้านทานเท่ากัน 2 ครั้ง ขาคู่นั้นคือ ขาซอร์สกับเดรนโดยขาร่วมเป็นขาเกต ถ้าขาร่วมเป็นศักย์ไฟบวกจากมิเตอร์ แสดงว่าเป็นแบบเอ็นแชนเนล ถ้าขาร่วมเป็นศักย์ไฟลบจากมิเตอร์แสดงว่าเป็นแบบพีแชนเนล แต่ไม่สามารถที่จะแยกได้ว่าขาใดเป็นขาซอร์สและขาเดรน นอกจากจะเปิดดูจากหนังสือคู่มือหรือทดลองให้ไบอัส สำหรับขาซอร์สและเดรนนี้เจเฟตบางดตัวอาจใช้สลับกันได้ แต่บางเบอร์ก็มีโครงสร้างที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้